e-Tax Invoice / e-Receipt และมาตรการ Easy e-Receipt 2.0 ปี 2568

ระบบใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ของกรมสรรพากร และมาตรการลดหย่อนภาษี Easy e-Receipt 2.0 ที่ให้สิทธิลดหย่อนสูงสุด 50,000 บาท

กรมสรรพากรได้พัฒนาระบบ ใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์และใบรับอิเล็กทรอนิกส์ (e-Tax Invoice & e-Receipt) เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถออกใบกำกับภาษีและใบรับในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ที่มีผลทางกฎหมาย และนำส่งข้อมูลให้กรมสรรพากรได้โดยตรง ระบบนี้ช่วยลดต้นทุนการจัดเก็บเอกสารกระดาษ ลดข้อผิดพลาดในการจัดทำเอกสาร และรองรับการตรวจสอบที่เป็นระบบมากขึ้น

ในช่วงต้นปี พ.ศ. 2568 ระบบ e-Tax Invoice ยังเป็นกลไกสำคัญที่รองรับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐ โดยเฉพาะมาตรการ Easy e-Receipt 2.0 ซึ่งให้สิทธิลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจากการซื้อสินค้าและบริการที่มีหลักฐานเป็นเอกสารอิเล็กทรอนิกส์

ระบบ e-Tax Invoice & e-Receipt คืออะไร

ระบบ e-Tax Invoice & e-Receipt (etax.rd.go.th) เปิดให้ผู้ประกอบการที่จดทะเบียนสามารถจัดทำ ส่งมอบ และจัดเก็บใบกำกับภาษีหรือใบรับในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ พร้อมนำส่งข้อมูลให้กรมสรรพากรตามรูปแบบที่กำหนด เอกสารที่ออกผ่านระบบนี้มีผลทางกฎหมายเช่นเดียวกับเอกสารกระดาษ และช่วยให้ทั้งผู้ขายและผู้ซื้อมีหลักฐานที่ตรวจสอบได้

มาตรการ Easy e-Receipt 2.0 ปี 2568

มาตรการ Easy e-Receipt 2.0 ให้สิทธิ บุคคลธรรมดา นำค่าซื้อสินค้าและบริการในประเทศมาหักลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา สำหรับการใช้จ่ายในช่วง วันที่ 16 มกราคม – 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568 โดยมีวงเงินลดหย่อนสูงสุด 50,000 บาท ซึ่งแบ่งออกเป็นสองส่วน:

  • ส่วนที่หนึ่ง — ไม่เกิน 30,000 บาท สำหรับค่าซื้อสินค้าและบริการทั่วไปจากผู้ประกอบการที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มและออกหลักฐานเป็น e-Tax Invoice แบบเต็มรูป หรือผู้ที่ออก e-Receipt
  • ส่วนที่สอง — เพิ่มอีกไม่เกิน 20,000 บาท สำหรับค่าซื้อสินค้าหรือบริการจากกลุ่มเฉพาะ ได้แก่ สินค้า OTOP วิสาหกิจชุมชน และวิสาหกิจเพื่อสังคม ตามเงื่อนไขที่กำหนด

เพื่อให้ใช้สิทธิได้ ผู้ซื้อต้องมีหลักฐานเป็น e-Tax Invoice (แบบเต็มรูป) หรือ e-Receipt ที่ระบุชื่อ-นามสกุล และเลขประจำตัวผู้เสียภาษี (เลขประจำตัวประชาชน) ของผู้ซื้ออย่างถูกต้อง การซื้อจากร้านค้าที่ไม่สามารถออกเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ตามรูปแบบที่กำหนดจะไม่สามารถนำมาใช้สิทธิลดหย่อนตามมาตรการนี้ได้

หัวใจของ Easy e-Receipt 2.0 คือหลักฐานต้องเป็นเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ที่ระบุข้อมูลผู้ซื้อครบถ้วน — ใบกำกับภาษีหรือใบเสร็จกระดาษทั่วไปไม่เข้าเงื่อนไข

ทำไมผู้ประกอบการจึงควรเข้าสู่ระบบ e-Tax Invoice

สำหรับผู้ประกอบการ การเข้าสู่ระบบ e-Tax Invoice ไม่เพียงช่วยให้ลูกค้าใช้สิทธิตามมาตรการของรัฐได้เท่านั้น แต่ยังเป็นการลงทุนในระบบเอกสารระยะยาว ประโยชน์ที่สำคัญได้แก่:

  • รองรับมาตรการของรัฐ — ลูกค้าที่ต้องการใช้สิทธิลดหย่อนจะเลือกซื้อจากร้านที่ออกเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ได้ ซึ่งอาจเป็นข้อได้เปรียบทางการแข่งขัน
  • ลดต้นทุนและข้อผิดพลาดด้านเอกสาร — ลดการพิมพ์ จัดเก็บ และค้นหาเอกสารกระดาษ
  • เพิ่มความน่าเชื่อถือและการตรวจสอบได้ — ข้อมูลถูกส่งให้กรมสรรพากรอย่างเป็นระบบ ลดความเสี่ยงในการจัดทำเอกสารไม่ครบถ้วน

ทั้งนี้ มาตรการลดหย่อนภาษีในแต่ละปีมีรายละเอียด ช่วงเวลา และเงื่อนไขที่อาจเปลี่ยนแปลงได้ ผู้ประกอบการและผู้เสียภาษีควรตรวจสอบประกาศและเงื่อนไขล่าสุดจากกรมสรรพากรก่อนใช้สิทธิทุกครั้ง

ข้อเท็จจริงสำคัญ
ระบบ
e-Tax Invoice & e-Receipt (etax.rd.go.th)
วงเงินลดหย่อน
สูงสุด 50,000 บาท (30,000 + 20,000)
ช่วงเวลา
16 ม.ค. – 28 ก.พ. พ.ศ. 2568
หลักฐานที่ใช้
e-Tax Invoice (แบบเต็มรูป) หรือ e-Receipt ที่ระบุข้อมูลผู้ซื้อ
หน่วยงาน
กรมสรรพากร
ต้องการเข้าสู่ระบบ e-Tax Invoice? ทีมงานของ C&A ช่วยให้คำแนะนำเรื่องการเตรียมระบบเอกสารอิเล็กทรอนิกส์และการปฏิบัติตามเงื่อนไขด้านภาษีมูลค่าเพิ่มและภาษีอากร
บทความนี้สรุปจากข้อมูลของกรมสรรพากรและประกาศที่เกี่ยวข้อง — โปรดตรวจสอบเงื่อนไขและช่วงเวลาล่าสุดของมาตรการกับกรมสรรพากรก่อนใช้สิทธิ

แหล่งอ้างอิง

  1. กรมสรรพากร — ระบบ e-Tax Invoice / e-Receipt etax.rd.go.th
  2. ทำเนียบรัฐบาล — กรมสรรพากรเชิญชวนใช้สิทธิ Easy E-Receipt 2.0 ลดหย่อนสูงสุด 50,000 บาท thaigov.go.th/news/contents/details/92295

บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อเป็นข้อมูลทั่วไปเท่านั้น มิใช่คำแนะนำทางวิชาชีพหรือคำแนะนำด้านการบัญชี ภาษี หรือกฎหมายสำหรับกรณีเฉพาะ โปรดปรึกษาผู้สอบบัญชีรับอนุญาตหรือที่ปรึกษาของท่าน และตรวจสอบเงื่อนไขและช่วงเวลาล่าสุดของมาตรการกับกรมสรรพากรก่อนใช้สิทธิ ข้อมูล ณ ปี พ.ศ. 2568

อ่านต่อ

บทความที่เกี่ยวข้อง

ปรึกษาหุ้นส่วนผู้สอบบัญชี

มีคำถามเรื่องภาษี
หรือระบบ e-Tax?

ส่งข้อมูลสังเขปเกี่ยวกับกิจการของท่าน หุ้นส่วนจะตอบกลับภายในสองวันทำการ