Global Minimum Tax — ภาษีเงินได้นิติบุคคลขั้นต่ำ 15% มีผล 1 มกราคม 2568

พระราชกำหนดภาษีส่วนเพิ่ม พ.ศ. 2567 กำหนดให้กลุ่มนิติบุคคลข้ามชาติขนาดใหญ่เสียภาษีในอัตราที่แท้จริงขั้นต่ำ 15% มีผลกับรอบบัญชีที่เริ่มในหรือหลัง 1 มกราคม 2568

เมื่อปลายปี พ.ศ. 2567 ประเทศไทยได้ออก พระราชกำหนดภาษีส่วนเพิ่ม พ.ศ. 2567 เพื่อจัดเก็บภาษีเงินได้นิติบุคคลในอัตราที่แท้จริงขั้นต่ำ (Effective Tax Rate) ที่ ร้อยละ 15 จากกลุ่มนิติบุคคลข้ามชาติขนาดใหญ่ โดยคณะรัฐมนตรีได้เห็นชอบเมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2567 และต่อมาได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา มีผลใช้บังคับสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีที่เริ่มในหรือหลังวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2568

มาตรการนี้เป็นการนำหลักการตามโครงการ OECD/G20 BEPS Pillar Two (GloBE Rules) มาปรับใช้ในกฎหมายไทย ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างประเทศกว่า 140 เขตอำนาจรัฐในการกำหนดเพดานขั้นต่ำของการแข่งขันด้านภาษี เพื่อลดแรงจูงใจในการโยกย้ายกำไรไปยังเขตอำนาจรัฐที่มีภาระภาษีต่ำ

ใครเข้าข่ายต้องเสียภาษีส่วนเพิ่ม

มาตรการใช้บังคับกับ กลุ่มนิติบุคคลข้ามชาติ (MNE Group) ที่มีรายได้รวมในงบการเงินรวมของบริษัทแม่ลำดับสูงสุด (Ultimate Parent Entity) ตั้งแต่ 750 ล้านยูโรขึ้นไป ในอย่างน้อย 2 ใน 4 รอบระยะเวลาบัญชีก่อนหน้ารอบที่พิจารณา ซึ่งสอดคล้องกับเกณฑ์มาตรฐานของ Pillar Two

  • กลไกหลัก — เมื่ออัตราภาษีที่แท้จริงของกลุ่มในเขตอำนาจรัฐใดต่ำกว่า 15% จะมีการจัดเก็บ “ภาษีส่วนเพิ่ม” (Top-up Tax) ในส่วนต่างเพื่อให้ภาระภาษีรวมถึงระดับขั้นต่ำ
  • Domestic Top-up Tax (QDMTT) — ประเทศไทยกำหนดภาษีส่วนเพิ่มภายในประเทศ เพื่อรักษาสิทธิจัดเก็บภาษีส่วนต่างนั้นไว้เอง แทนที่จะปล่อยให้ประเทศอื่นจัดเก็บแทน
  • การคำนวณบนฐานงบการเงิน — การคำนวณอัตราภาษีที่แท้จริงอ้างอิงข้อมูลทางบัญชีตามแนวทาง GloBE ซึ่งอาจแตกต่างจากฐานภาษีตามประมวลรัษฎากรเดิม

เหตุใดไทยจึงต้องออกกฎหมายนี้

วัตถุประสงค์สำคัญคือการ รักษาสิทธิในการจัดเก็บภาษีของประเทศไทย หากไทยไม่จัดเก็บภาษีส่วนเพิ่มเอง เขตอำนาจรัฐอื่นที่บริษัทแม่หรือบริษัทในกลุ่มตั้งอยู่ก็จะสามารถจัดเก็บภาษีส่วนต่างนั้นแทนได้ตามกลไก GloBE ทำให้รายได้ภาษีที่ควรเป็นของไทยไหลออกไปต่างประเทศโดยเปล่าประโยชน์

หัวใจของมาตรการนี้มิใช่การ “ขึ้นภาษี” โดยทั่วไป แต่เป็นการรักษาสิทธิจัดเก็บภาษีส่วนเพิ่มของประเทศไทยไว้ แทนที่จะเสียให้ประเทศอื่นภายใต้กติกาสากล

ผลกระทบต่อกลุ่มบริษัทไทยและกิจการ BOI

กลุ่มบริษัทไทยที่เป็นส่วนหนึ่งของ MNE ขนาดใหญ่ และกิจการที่ได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีเป็นกลุ่มที่ควรประเมินผลกระทบเป็นลำดับแรก โดยเฉพาะ กิจการที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนจาก BOI ซึ่งได้รับยกเว้นหรือลดหย่อนภาษีเงินได้นิติบุคคล เนื่องจากสิทธิประโยชน์เหล่านั้นอาจทำให้อัตราภาษีที่แท้จริงต่ำกว่า 15% และเข้าข่ายต้องเสียภาษีส่วนเพิ่ม

ทั้งนี้ ภาครัฐได้เตรียม มาตรการสนับสนุน เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันของประเทศ เช่น การนำรายได้ส่วนหนึ่งจากภาษีส่วนเพิ่มมาใช้สนับสนุนการลงทุนในรูปแบบที่สอดคล้องกับกติกาสากล อย่างไรก็ดี รายละเอียดและหลักเกณฑ์ในทางปฏิบัติยังต้องติดตามกฎหมายลำดับรองและแนวปฏิบัติของกรมสรรพากรอย่างใกล้ชิด

สิ่งที่กลุ่มกิจการควรเตรียม

  • ตรวจสอบว่ากลุ่มของท่านเข้าเกณฑ์รายได้ 750 ล้านยูโรหรือไม่ และระบุเขตอำนาจรัฐที่อาจมีอัตราภาษีที่แท้จริงต่ำกว่า 15%
  • ประเมินผลกระทบต่อกิจการที่ได้รับสิทธิ BOI หรือสิทธิประโยชน์ทางภาษีอื่น ๆ ที่อาจทำให้ ETR ลดลง
  • เตรียมข้อมูลทางบัญชีและระบบจัดเก็บข้อมูลให้รองรับการคำนวณตามแนวทาง GloBE และการยื่นแบบที่เกี่ยวข้อง
  • หารือกับที่ปรึกษาภาษีและผู้สอบบัญชีตั้งแต่เนิ่น ๆ เพื่อวางแผนภาระภาษีและการเปิดเผยข้อมูลในงบการเงิน
ข้อเท็จจริงสำคัญ
อัตราขั้นต่ำ
15% (อัตราภาษีที่แท้จริง / Effective Tax Rate)
เกณฑ์รายได้
750 ล้านยูโร ในงบการเงินรวมของบริษัทแม่ลำดับสูงสุด
กฎหมาย
พระราชกำหนดภาษีส่วนเพิ่ม พ.ศ. 2567
วันมีผล
รอบบัญชีที่เริ่มในหรือหลัง 1 มกราคม พ.ศ. 2568
ผู้เกี่ยวข้อง
กลุ่มนิติบุคคลข้ามชาติ (MNE Group)
กลุ่มของท่านอาจเข้าข่ายหรือไม่? ที่ปรึกษาภาษีของ C&A ช่วยประเมินสถานะ Pillar Two ของกลุ่มกิจการ ผลกระทบต่อสิทธิ BOI และแนวทางการเตรียมข้อมูลตามแนวทาง GloBE
บทความนี้สรุปจากแหล่งข้อมูลสาธารณะ — โปรดอ้างอิงตัวบทพระราชกำหนดและประกาศของกรมสรรพากรฉบับเต็มประกอบการปฏิบัติงานจริง

แหล่งอ้างอิง

  1. ThaiPublica — “คลังประกาศ Global Minimum Tax ภาษีเงินได้นิติบุคคลขั้นต่ำ 15% มีผล 1 มกราคม 2568” thaipublica.org
  2. กรมสรรพากร rd.go.th

บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อเป็นข้อมูลทั่วไปเท่านั้น มิใช่คำแนะนำทางวิชาชีพหรือคำแนะนำด้านการบัญชี ภาษี หรือกฎหมายสำหรับกรณีเฉพาะ โปรดปรึกษาผู้สอบบัญชีรับอนุญาตหรือที่ปรึกษาของท่าน และอ้างอิงตัวบทกฎหมายฉบับเต็มก่อนนำไปปฏิบัติ ข้อมูล ณ ปี พ.ศ. 2568

อ่านต่อ

บทความที่เกี่ยวข้อง

TRANSFER PRICING ภาษีอากร

Disclosure Form ราคาโอน — ใครต้องยื่น และภายในเมื่อใด

นิติบุคคลที่มีความสัมพันธ์กันและมีรายได้ตั้งแต่ 200 ล้านบาท ต้องยื่นแบบรายงานประจำปีภายใน 150 วันนับแต่สิ้นรอบบัญชี

อ่านบทความ
56-1 ONE REPORT · ISSB ตลาดทุน & ESG

56-1 One Report และการเปิดเผย ESG ตามมาตรฐาน ISSB

ก.ล.ต. ยกระดับการเปิดเผยข้อมูลด้านความยั่งยืนของบริษัทจดทะเบียนตามมาตรฐานสากล ISSB

อ่านบทความ
TFRS · TAS 21 / TFRS 1 มาตรฐานการรายงาน

TFRS ฉบับปรับปรุงปี 2568 (TAS 21 และ TFRS 1)

การปรับปรุงเรื่องอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ มีผลกับรอบบัญชีที่เริ่มในหรือหลัง 1 มกราคม 2569

อ่านบทความ
ปรึกษาหุ้นส่วนผู้สอบบัญชี

มีคำถามเรื่องภาษี
หรือการปิดงบ?

ส่งข้อมูลสังเขปเกี่ยวกับกิจการของท่าน หุ้นส่วนจะตอบกลับภายในสองวันทำการ